ต่อจากการเริ่มต้นหางานและได้งานเรียบร้อยแล้วก็จะเป็นการสัมภาษณ์วีซ่า แต่กว่าจะได้มาสัมภาษณ์วีซ่านั้นก็เล่นระยะห่างไปเป็นเดือน ๆแน่ะ เพราะในแต่ละงานก็ไม่ไ้ด้มีแค่เราคนเดียวจริงไหม...:) แต่ละขั้นตอนที่เราตัดสินใจมาคนเดียวก็ได้รู้จักเพื่อนใหม่แต่ว่ายังไม่เจอคนที่ไปงานเดียวกันเลย....เฮ้อ ! 

      เอาล่ะหลังจากที่เราส่งเอกสารครบและระหว่างที่รอวันมาสัมภาษณ์วีซ่านั้น ก็ต้องไปฟังการสัมนาเกี่ยวกับการขอวีซ่าเพื่อเป็นพื้นฐานในการมาขอสัมภาษณ์ในวันจริงนั่นเอง ....ฮึบ ! แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะจะมีพี่จากโครงการไปคอยดูแลอยู่ด้วย ^0^

     วันสัมภาษณ์มาถึงเราเดินทางจากหอพักไปสัมภาษณ์วีซ่าที่สถานฑูตอเมริกาเรา ใครกลัวไปไม่ถูกพึ่งข้อมูลใน google ก่อนออกเดินทางได้นะ เรานั่งรถเมลล์สาย 76 จากสีลมละบอกกระเป๋ารถเมลล์ว่าลงสถานฑูตอเมริกา ไม่ต้องห่วงว่าจะได้โหนรถเมลล์หรือว่าร้อนเพราะส่วนใหญ่เราเห็นสายนี้มีแต่ปรับอากาศนะ ถ้าสะดวก BTS ก็มาลงที่เพลินจิตจะเดินหรือจะวินมอไซค์ต่อก็ได้แค่ 20 บาท

     วีซ่าที่เราจะมาสัมภาษณ์ในวันนี้คือ J-1 ค่ะเป็นวีซ่าสำหรับนักเรียนแลกเปลี่ยนซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับเด็กที่ร่วมโครงการ Work and Travel ค่ะ ที่เปิดสำหรับ นศ.ชั้นปีที่ 1-4 หรือว่า ป.โท ปี 1 ไม่เกิน 28 ปี ที่ต้องการใช้เวลาในช่วง Summer ให้เป็นประโยชน์ โดยการทำงาน และท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา สัก 3-4 เดือน ประมานนี้

 เราได้สัมภาษณ์ในช่วงบ่ายเราไปถึงตอนเที่ยงเพื่อไปเช็คชื่อกับพี่จากโครงการแต่ว่าในรายชื่อ....

เราไม่ได้เป็น Housekeeping เราได้ทำในส่วน  F&B !!

 

รายชื่อคนที่สองในตำแหน่งงาน ลงท้ายด้วย Alone...

     ที่ไหนได้งานจากโรงแรมนี้มีสองตำแหน่งที่เปิดรับเราไม่อ่านในเมลล์ให้ดี ๆ ว่ามีตำแหน่ง Housekeeping กับ F&B ซึ่งเราไม่สามารถเลือกตำแหน่งได้เองนายจ้างจะเลือกให้หลังจาก Done interview ! เราเลยนึกได้ว่าที่เค้าบอกรับหมดแต่จะสัมภาษณ์เพื่อเลือกนี่เอง... :P

    หลังจากเช็คชื่อเสร็จเราก็ไปต่อแถวซึ่งคนเยอะมากแต่มีเฉพาะ นร.และนศ.นะในวันนี้แต่แถวยาวเลยสะพานลอยไปอีก แต่ว่าเราจองคิวบ่ายโมงนะ ก็มีพี่คนที่มาเดินเช็คเค้าจะเรียกตามคิวเวลาที่จองไว้ แต่ตอนนั้นมันเลยมา 20 นาทีเค้าก็ลยให้เราเดินไปรอข้างหน้าเลย

ก่อนจะเข้าไปข้างในเราเตรียมไปแค่เอกสารที่ใช้สัมภาษณ์ กระเป๋าตัง บัตรประชาชนสำคัญมากเพราะเค้าจะมีข้อห้ามที่ห้ามนำอะไรเข้าไปอย่างเช่นมือถือ พอเราเดินเข้าประตูไป...

ด่านแรกจะเป็นที่ฝากของจะมีแค่บางอย่างที่เอาเข้ามาฝากได้และต้องเอาบัตรประชาชนให้พี่พนักงานด้วยและก็เดินสแกนผลักประตูเดินผ่านออกไป ในนี้มีร้านกาแฟด้วยแต่ว่ากระเป๋าตังค์เราเพิ่งฝากไว้ด่านแรก....เอิ่ม !

ด่านต่อไปก็จะเป็นโต๊ะให้เราเรียงเอกสารและยืนต่อแถวรอและยื่นเอกสารให้พี่พนักงานเค้าจะจัดเอกสารที่สำคัญให้เราค่ะ ไม่ต้องห่วงเลยว่าจะทำไม่ถูกเพราะเค้าจะมีป้ายบอกและแต่ละจุดที่เราผ่านมาแล้วเค้าจะแนะนำเราว่าไปรอที่ตรงไหนต่อ :)

ด่านต่อไปก็เป็นด่านก่อนเข้าไปสัมภาษณ์คือจะเป็นห้องกระจกกั้นมีพนักงาน ผญ จะให้สแกนนิ้วมือ และเราก็ต้องยื่นเอกสารให้เค้าด้วยและก็สแกนนิ้วมือ เราจำได้ว่าเค้าถามแค่ว่าพ่อกับแม่ทำงานอะไรเท่านั้นจากนั้นก็ได้เข้าไปข้างใน

    (ลายนิ้วมือเรามันจางมากคือเหมือนคนไม่มีลายนิ้วมือ ตั้งแต่ไปทำพาสปอร์ตเพราะเรามีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังค่ะ แต่ก็ใช่ว่าจะทำพาสปอร์ตไม่ได้นะ วันที่เราจะมารับเล่มพาสปอร์ตพี่พนักงานก็บอกเราว่าให้นำใบรับรองแพทย์เรื่องลายนิ้วมือมาด้วยในวันมารับเล่มก็เลยไม่มีปัญหาเพราะเราก็ถามพี่พนักงานเค้าว่าจะมีปัญหากับการเดินทางของเราไหมพี่พนักงานก็บอกว่าไม่มีปัญหาแต่เราก็ต้องสแกนนิ้วตลอดเพราะในเล่มพาสปอร์ตจะบันทึกข้อมูลใบรับรองแพทย์เราไปแล้ว)

ด่านที่รอคอยก็มาถึง...ก่อนเราจะมาถึงด่านนี้ในขณะที่เรายืนอยู่ข้างนอก ได้ยินเพื่อนๆที่สัมภาษณ์เสร็จเค้าคุยกันว่าช่องหมายเลขนี้นะ โหดมาก ถามเยอะมาก หมายเลขนี้นะใจดี ยิ้มแย้ม ให้ผ่านด้วย ประมานนั้น ...

เอาล่ะ..เรามองหาช่องที่ได้ยินมาว่านั้นก็เจอในทันทีแต่ว่ายังมีคนยืนสัมภาษณ์อยู่ อีกช่องที่ว่าโหดนั้นก็โหดสมจริงคือยังสัมภาษณ์อยู่ และคนต่อไปก็เราที่จะต้องไปสัมภาษณ์แล้ว..แต่ละช่องมองไปไม่มีช่องใหนน่าเข้าใกล้เลยนอกจากช่องที่เล็งไว้..และช่องที่เล็งไว้ก็สัมภาษณ์เสร็จและ นศ. คนนั้นก็ผ่าน ในขณะเดียวกันช่องที่โหดนั้น..ก็สัมภาษณ์เสร็จแล้วเหมือนกัน เราเลยรีบเดินไปทางช่องที่เล็งไว้อย่างไว ..... คิดภาพตอนนั้นแล้วฮามาก....

พอเราได้ช่องแล้วผู้สัมภาษณ์ก็ยิ้มและทักทายเราด้วยภาษาไทย เอาล่ะ...เริ่มบทสัมภาษณ์กันเลย

  1. ผู้สัมภาษณ์ : สวัสดีครับ ! (ด้วยภาาไทย และยิ้มอย่างจริงใจ ... คือดูแล้วใจดี)
  2. เรา : สวัสดีค่ะ (นี่ก็ตอบภาษาไทยเลยและยิ้มด้วย...แต่จริงๆแล้วเค้าให้เน้นพูดภาษาอังกฤษนะ !)
  1. ผู้สัมภาษณ์ : มือขวา (ก็ยังภาษาไทยอยู่...คือให้เราสแกนนิ้วมือข้างขวาคะ)
  2. เรา ก็ยื่นมือขวาไปและก็สแกนนิ้วไป
  1. ผู้สัมภาษณ์ : มือซ้าย (ภาษาไทยเช่นเดิม)
  2. เรา ก็ยื่นมือซ้ายไป

  ( แต่ก็อย่างที่บอกเรามีปัญหาลายนิ้วมือค่ะ สแกนยังไงเค้าก็ยังทำน่าครุ่นคริดอยู่ เค้าเลยช่วยจับมือเราเอานิ้วสแกนค่ะ)

  1. ผู้สัมภาษณ์ : ได้เกรดเท่าไหร่ (ถามเป็นภาษาอังกฤษนะ เราแปลได้ประมานนี้)
  2. เรา : 2.... ( เราก็ได้เกรดไม่เยอะค่ะ เกรดรวมน่ะ แต่เกรดรายวิชาอย่างภาษาอังกฤษก็ได้ C+ - B+)

หลังจากนั้นเค้าก็ดูเอกสารเราแล้วก็บอกเราว่า .......

  1. ผู้สัมภาษณ์ : ให้เอาเอกสารนี้กลับแล้วก็ ขอให้มีความสุขกับการเดินทางนะ (ประมานนี้นะ)
  2. เรา : Thank you !! (ยิ้มสิคะ รออะไร ฮ่า ๆๆๆ )

ผลคืออีก 3 วันได้รับพาสปอร์ตและวีซ่าส่งมาที่บ้านน่ะสิค่ะ !! ดีใจมากหลังจากที่กังวลอยู่นาน..

       เอาล่ะหลังจากที่ได้พาสปอร์ตและวีซ่ามาอยู่ในมือแล้วเราก็ต้องเตรียมตัวเดินทางกันแล้วล่ะสิ แต่เรายังไม่มีเพื่อนที่ทำงานด้วยกันเลย.. จากนั้นเราก็ไปโพสในกรุ๊ปหาเพื่อนที่ทำงานที่เดียวกับเรา จากนั้นก็มีเพื่อนอินบ๊อกมาก็ได้เริ่มคุยกัน..

     และเราก็เป็นอีกคนนึงที่ตัดสินใจหาตั๋วเดินทางเองไม่พึ่งเอเจนซี่ โดยเรารวมไปกับเพื่อนในกรุ๊ปเพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะเราดูราคาตั๋วในการเดินทางเดินทางเป็นหลักด้วย เพราะจากเอเจนซี่จะค่อนข้างแพง แต่ถ้าเราหาตั๋วในราคาไป-กลับถูกกว่าเอเจนซี่ ก็เอาล่ะเลือกตั๋วที่หามาเองล่ะกันเนอะ...

     เราได้ตกลงกับเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มและเป็นคนที่หาตั๋วมาให้โดยซื้อกับบริษัทขายตั๋วและราคาถูกด้วยเพราะเราซื้อแบบกำหนดวันไป-กลับเลยก็อยู่ที่ 25,000 กว่า ๆ เพราะเราซื้อก่อนเดินทางประมาณสองสัปดาห์...

และแล้วก็ได้เตรียมตัวเดินทางกันสักที....

รายละเอียดไฟล์ทที่เราต้องเดินทาง

สรุประยะเวลา....

  • มกราคม 2014   | ส่งเอกสารสำหรับให้นายจ้างและเอเจนซี่ที่อเมริกา
  • กุมภาพันธ์ 2014 | -------------------------
  • มีนาคม 2014    | สัมภาษณ์วีซ่า ซื้อตั๋วเครื่องบิน

ใน Entry ต่อไปก็จะเป็นการเริ่มต้นเดินทางจริงๆละนะ :)

 

 

Comment

Comment:

Tweet